วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ครั้งที่ 6

สิ่งที่ได้เรียนรู้ : สื่อ เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดเรื่องราวเนื้อหาจากผู้ส่งไปยังผู้รับในการเรียนการสอน   สื่อเป็นตัวกลางนำความรู้จากผู้สอนสู่เด็กทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้   ตามจุดประสงค์ที่วางไว้ช่วยให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง  ทำให้สิ่งที่เป็นนามธรรมเข้าใจยากกลายเป็นรูปธรรมที่เด็กเข้าใจง่าย   เรียนรู้ได้ง่าย  รวดเร็ว  เพลิดเพลิน เกิดการเรียนรู้และค้นพบตัวเอง


วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2565

ครั้งที่ 10

สิ่งที่ได้เรียนรูั : การเล่น เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กที่ขาดมิได้ อาจกล่าวได้ว่า การเล่นเป็นการทำงานของเด็ก โดยธรรมชาติแล้ว เด็กจะชอบเล่นเนื่องจาก ทำให้เด็กได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน ได้ผ่อนคลายความเครียด ประการสำคัญ เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากการเล่น ดังนั้นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เด็ก

         ได้รับการพัฒนาส่งเสริมพัฒนาการได้สูงสุด จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากของเล่นวัสดุ - อุปกรณ์ ที่ใช้ประดิษฐ์ของเล่นประกอบการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัยควรที่จะต้องส่งเสริมพัฒนาการเด็กในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านสติปัญญา,ร่างกาย, สังคม, อารมณ์และจิตใจ ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมและควรเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเด็ก สะดุดตา เร้าความสนใจของเด็กได้ดี มีความปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก ต้องเหมาะสมตามวัยหรือพัฒนาการเด็ก มีขนาดเหมาะสมกับเด็กแต่ละวัย น้ำหนักเบา เด็กสามารถหยิบจับ เคลื่อนย้ายด้วยตนเองได้สะดวก





วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2565

ครั้งที่ 14

 

สะท้อนคิด คือ เราได้ความรู้ ทักษะและะเจตคติที่เรียนมาทั้งเทอมอย่างไรบ้าง เนี่ยรู้สึกว่าอาจาย์สอนได้อย่างละเอียดและเข้าใจง่าย เนื้อหาที่เรียนมาสามารถนำไปปรับใช้ในอนคตได้ พร้อมทั้งยังมีกิจกรรมที่สนุกสนานและยังทำให้เราเข้าใจเกี่ยวกับปฐมวัยมากขึ้น 


วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565

ครั้งที่ 13

สิ่งที่ได้เรียนรู้ : ได้เรียนรู้เกี่ยวกับทฤษฎีที่เป็นพื้นฐาน ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยและเป็นประโยชน์ต่อพื้นฐานการสร้างความเข้าใจในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ด้านร่างกาย ด้านสติปัญญา ด้านสังคมและด้านอารมณ์

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการเด็กปฐมวัยในการศึกษาถึงพัฒนาการของเด็กได้มีผู้ศึกษาเอาไว้อย่างมากมาย ซึ่งในที่นี้ จะกล่าวทฤษฎีนักจิตวิตยาเกี่ยวกับพัฒนาการการของเด็กไว้ 8 ทฤษฎี ด้วยกัน คือ

1. ทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ (Jerome S. Bruner)

2. ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) ของแบนดูรา

3. ทฤษฎีพัฒนาการของกีเซล (Gesell)

4. ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบอร์ก (Lawrence Kohlberg)

5. ทฤษฎีพัฒนาการทางบุคลิกภาพของซิกมันต์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)

6. ทฤษฎีพัฒนาการทางบุคลิกภาพของอิริคสัน (Erikson)

7. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget)

8. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner’s View)























วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2565

ครั้งที่ 12

 สิ่งที่ได้เรียนรู้ : คุณลักษณะของบุคคลในศตวรรษที่ 21 เป็นการกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์ในการจัดการเรียนรู้ โดยร่วมกันสร้างรูปแบบและแนวปฏิบัติในการเสริมสร้างประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นที่องค์ความรู้ ทักษะ ความเชี่ยวชาญและสมรรถนะที่เกิดกับตัวผู้เรียน เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตในสังคมที่เปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน


การเลือกรูปแบบในการนำเสนอผลงานหรือข้อมูลก็มีความสำคัญ ซึ่งในการนำเสนอก็มีหลากหลายแบบ เช่น แผนภูมิแท่ง แผนภูมิเส้น กางปลา ต้นไม้ mind map เป็นต้น การนำเสนอที่เหมาะสมจะช่วยให้ผู้อ่านหรือผู้ทำในการนำเสนอได้เข้าใจข้อมูลและเนื้อหาได้ง่ายยิ่งขึ้น


ทักษะของคนในศตวรรษที่ 21 ที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต คือ การเรียนรู้ 3R x 8C

3R คือ Reading (อ่านออก), (W)Riting (เขียนได้), และ (A)Rithemetics (คิดเลขเป็น)

8C ได้แก่

Critical Thinking and Problem Solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา)

Creativity and Innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม)

Cross-cultural Understanding (ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์)

Collaboration, Teamwork and Leadership (ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ)

Communications, Information, and Media Literacy (ทักษะด้านการสื่อสารสารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ)

Computing and ICT Literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)

Career and Learning Skills (ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้) 

Compassion (ความมีเมตตากรุณา มีคุณธรรม รู้จักเห็อกเห็นใจผู้อื่น รวมไปถึงการมีระเบียบวินัย)





วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2565

ครั้งที่ 11

สรุปรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู: แนวคิดของ Diana Baumrind Diana Baumrind’s Parenting Styles

              มีนักจิตวิทยาชาวอเมริกันที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, เบิร์คลีย์ เป็นผู้หนึ่งที่สนใจศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูอย่างจริงจัง Baumrind ได้เสนอมิติสำคัญในการอธิบายพฤติกรรมของพ่อ แม่ในการอบรมเลี้ยงดูลูกว่า ประกอบด้วย 2 มิติ คือ 1) มิติควบคุมหรือเรียกร้องจากบิดามารดา และ 2) มิติการตอบสนองความ รู้สึกเด็ก จากการผสมผสาน 2 มิติ ทำให้ Baumrind จัดรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเป็น 3 รูปแบบ คือ 1) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (ควบคุมและตอบสนองความรู้สึกเด็ก) 2) รูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (ควบคุมแต่ไม่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) และ 3) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู แบบตามใจ (ไม่ควบคุมแต่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) ต่อมา Maccoby and Martin (1983) ได้ เพิ่มเติมรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบที่ 4 คือ 4) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (ไม่ควบคุม และไม่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) จากการประมวลงานวิจัยทั้งในและนอกประเทศพบสอดคล้องกันว่า รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูที่มีประสิทธิภาพที่เหมาะสมที่สุด คือ รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่

1.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative Parenting Style) 


       การเลี้ยงดูแบบที่พ่อแม่สนับสนุนให้ลูกมีพัฒนาการตามวุฒิภาวะของเด็ก คือให้เด็กมีอิสระในการทำสิ่งต่างๆ แต่ก็มีการกำหนดขอบเขตพฤติกรรม มีการใช้เหตุและผลทั้งของพ่อแม่และลูกมาประกอบกัน พ่อแม่แบบนี้จะมีความคาดหวังสูงแต่ไม่ได้เคร่งครัดจนเกินไปและมีการให้ความรักความอบอุ่นและใส่ใจต่อลูก ส่งเสริมให้ลูกเป็นตัวของตัวเอง ให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นและตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ของครอบครัว

อนาคตของลูก
  • เป็นเด็กที่มีความสุขและโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข
  • ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี
  • เป็นคนจิตใจดี มองโลกในแง่ดี
  • มีทักษะทางสังคมที่ดี สามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้
  • มีความเชื่อมั่นในตนเอง และเห็นคุณค่าในตัวเอง
  • มีระเบียบวินัย มีความอดทน พยายาม มีความรับผิดชอบและมีวุฒิภาวะ

2.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian Parenting Style)


           การเลี้ยงดูแบบที่พ่อแม่มีความเข้มงวด มีระบบ ควมคุมและวางกฎเกณฑ์ให้ลูกทำตามอย่างเข้มงวดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนเองคิดว่าดีที่สุดไว้เพื่อลูกและคาดหวังให้เด็กต้องทำตามโดยไม่มีข้อโต้แย้ง อธิบายเหตุผลที่ทำน้อยมากหรือแทบจะไม่อธิบายเลย พ่อแม่ในกลุ่มนี้มักฝึกหรือสอนลูกด้วยการลงโทษ ดุ ด่า มากกว่าการฝึกระเบียบวินัยมีการเรียกร้องสูงแต่กลับไม่เอาใจใส่หรือตอบสนองความต้องการจริงๆ ของลูก

อนาคตของลูก
  • ว่านอนสอนง่าย มีความเป็นระเบียบ ซื่อสัตย์
  • ควบคุมตัวเองเก่ง (แต่เมื่อควบคุมตัวเองไม่ได้ก็จะระเบิดอารมณ์ออกมารุนแรง)
  • อยู่ที่บ้านดูเรียบร้อย แต่พออยู่ข้างนอกจะแสดงความก้าวร้าวรุนแรง
  • ขี้กลัว หรือขี้อายมากๆ
  • ไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์ เพราะถูกกำกับอยู่ตลอดเวลา
  • ขาดความมั่นใจในตนเอง ไม่เห็นว่าตนเองมีคุณค่า
  • ปรับตัวกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ยาก เพราะที่ผ่านมาพ่อแม่จัดการให้ทุกอย่าง
  • ขาดทักษะทางสังคม มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ได้ไม่ค่อยดี

3.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive Parenting Style)


              การเลี้ยงดูแบบที่พ่อแม่สนับสนุนและรักลูกมาก ปล่อยให้ลูกทำทุกอย่างที่ต้องการโดยไม่มีการกำหนดขอบเขต ไม่มีการฝึกระเบียบวินัย ใช้การลงโทษน้อยมาก พ่อแม่อาจให้คำปรึกษาหรือพยายามใช้เหตุผลกับลูกแต่ไม่มีอำนาจในการควบคุมพฤติกรรมเมื่อมีการตั้งกฎมักจะให้ลูกทำตามกฎไม่ได้เพราะตนเองใจอ่อน เมื่ออยากให้ลูกทำอะไรมักจะใช้รางวัลเป็นสิ่งล่อ  พ่อแม่ที่เป็นแบบนี้มักพบบ่อยในครอบครัวที่มีลูกยาก มีลูกเมื่ออายุมาก ลูกเจ็บป่วยรุนแรงหรือป่วยบ่อย เป็นต้น

อนาคตของลูก
  • เป็นคนไม่มีวินัย ไม่มีความรับผิดชอบเพราะไม่เคยฝึก
  • คิดว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล
  • ไม่เชื่อฟังคนอื่น ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้
  • ขาดทักษะที่ต้องใช้ในการอยู่ร่วมกับคนอื่น เช่น การแบ่งปัน การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
  • เห็นคุณค่าในตัวเองสูง
  • บางครั้งอาจรู้สึกไม่มีความมั่นคงในชีวิต เพราะไม่มีกฎระเบียบให้ทำตาม
4.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved Parenting Style)

           การเลี้ยงดูแบบที่พ่อแม่ใส่ใจลูกน้อยมาก ไม่ให้ความสนใจหรือตอบสนองความต้องการใดๆ ของลูก เช่น ไม่เล่นด้วย ปล่อยให้เล่นเองคนเดียว เมื่อลูกเข้าหาก็ไม่สนใจ หรือสนใจแบบให้ผ่านไปทีไม่สนใจที่จะแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ดีของเด็กเพราะรู้สึกเป็นเรื่องเสียเวลาและยุ่งยากโดยส่วนมากพ่อแม่ที่เป็นแบบนี้มักจะไม่รู้ตัวว่ากำลังทอดทิ้งลูก เพราะสนใจแต่หน้าที่การงาน หรือปัญหาในชีวิตตัวเอง

อนาคตของลูก
  • เรียนรู้ที่จะอยู่รอดด้วยตนเอง
  • มองโลกในแง่ร้าย มักต่อต้านสังคม
  • รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ไม่เห็นคุณค่าของตนเอง
  • รู้สึกไม่ไว้วางใจคนอื่น และกลัวเมื่อต้องพึ่งพาคนอื่น
  • ขาดทักษะทางสังคมที่ดี ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นได้
  • อาจมีพฤติกรรมเสี่ยงเมื่อโตขึ้น เช่น ติดยา ยุ่งเกี่ยวกับอาชญากรรม





วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565

ครั้งที่ 8

 สิ่งที่ได้เรียนรู้ : ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเขียน mind map ที่ถูกต้อง เป็นการสรุปองค์ความรู้ให้อยู่ในรูปแบบภาพวาดเชื่อมโยงความรู้ให้เกิดความคิดที่เป็นอิสระจากปัญหาที่เป็นศูนย์กลางออกไปสู่วิธีแก้ปัญหาต่างๆที่แปลกและแตกต่างจากเดิมหรือเนื้อหาย่อยและหัวข้อย่อยต่างๆ


5 ขั้นตอนเขียนmind map ให้ถูกต้อง

1.เริ่มว่าที่จุดกึ่งกลางของกระดาษ

โดยการเริ่มต้นที่จุดกึ่งกลางจะทำให้สมองของเราเป็นอิสระพร้อมที่แตกหน่อความคิดออกไปอย่างถูกทิศทางเรียงตามลำดับที่เราต้องการได้เลย

2.ใช้รูปภาพหรือวาดรูปประกอบ

ทางนี้รูปภาพมีความหมายนับล้านคำและยังช่วยให้เราได้ใช้จินตนาการไปในตัวอีกด้วยภาพที่อยู่กึ่งกลางเราควรที่จะทำให้เด่นดูน่าสนใจจะช่วยทำให้เรามีจุดโฟกัสที่แน่นอน

3.ใช้ปากกาหลายสี เพื่อสร้างความจดจำ สีสันและจินตนาการ

โดยสามารถนำปากกาหลากหลายสีมาแต่งเติม mind map ของเราให้ออกมาในแบบที่เราต้องการซึ่งสีสีสันจะช่วยให้ดูมีชีวิตชีวาน่าอ่านมากขึ้นและยังทำให้สมองของเราตื่นตัวแถมการนั่งวาดภาพระบายสียังทำให้เราได้ฝึกความคิดสร้างสรรค์ไปในตัวอีกด้วย

4.วาดกิ่งออกมาจากตรงกลางเพื่อเชื่อมโยง

แล้วแต่กิ่งก้านสาขาออกมาตามที่สมองของเราจะคิด ต้องให้เส้นเชื่อมโยงต่อกันเพราะว่าเราจะสามารถรู้ได้ว่าหัวข้อนี้จะเชื่อมโยงไปตรงไหนบ้างและควรเขียนให้อยู่กึ่งกลาง

5.ใช้เพียงแค่ keyword เท่านั้นเป็นคำสั้นๆเพื่อแตกข้อมูลอธิบายเพิ่มเติม

สำหรับเส้นกิ่งแต่ละเส้นควรใช้คำที่สั้นๆหรือที่เป็นคีย์เวิร์ดเข้าใจง่ายเพราะการที่เราใช้คำที่เป็นคีย์เวิร์ดนั้นจะช่วยให้เราสามารถจดจำได้เร็วขึ้นและอ่านง่ายมากขึ้น











ครั้งที่ 6

สิ่งที่ได้เรียนรู้ : สื่อ เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดเรื่องราวเนื้อหาจากผู้ส่งไปยังผู้รับในการเรียนการสอน   สื่อเป็นตัวกลางนำความรู้จากผู้สอนสู่...