วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2565

ครั้งที่ 11

สรุปรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู: แนวคิดของ Diana Baumrind Diana Baumrind’s Parenting Styles

              มีนักจิตวิทยาชาวอเมริกันที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, เบิร์คลีย์ เป็นผู้หนึ่งที่สนใจศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูอย่างจริงจัง Baumrind ได้เสนอมิติสำคัญในการอธิบายพฤติกรรมของพ่อ แม่ในการอบรมเลี้ยงดูลูกว่า ประกอบด้วย 2 มิติ คือ 1) มิติควบคุมหรือเรียกร้องจากบิดามารดา และ 2) มิติการตอบสนองความ รู้สึกเด็ก จากการผสมผสาน 2 มิติ ทำให้ Baumrind จัดรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเป็น 3 รูปแบบ คือ 1) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (ควบคุมและตอบสนองความรู้สึกเด็ก) 2) รูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (ควบคุมแต่ไม่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) และ 3) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู แบบตามใจ (ไม่ควบคุมแต่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) ต่อมา Maccoby and Martin (1983) ได้ เพิ่มเติมรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบที่ 4 คือ 4) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (ไม่ควบคุม และไม่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) จากการประมวลงานวิจัยทั้งในและนอกประเทศพบสอดคล้องกันว่า รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูที่มีประสิทธิภาพที่เหมาะสมที่สุด คือ รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่

1.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative Parenting Style) 


       การเลี้ยงดูแบบที่พ่อแม่สนับสนุนให้ลูกมีพัฒนาการตามวุฒิภาวะของเด็ก คือให้เด็กมีอิสระในการทำสิ่งต่างๆ แต่ก็มีการกำหนดขอบเขตพฤติกรรม มีการใช้เหตุและผลทั้งของพ่อแม่และลูกมาประกอบกัน พ่อแม่แบบนี้จะมีความคาดหวังสูงแต่ไม่ได้เคร่งครัดจนเกินไปและมีการให้ความรักความอบอุ่นและใส่ใจต่อลูก ส่งเสริมให้ลูกเป็นตัวของตัวเอง ให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นและตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ของครอบครัว

อนาคตของลูก
  • เป็นเด็กที่มีความสุขและโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข
  • ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี
  • เป็นคนจิตใจดี มองโลกในแง่ดี
  • มีทักษะทางสังคมที่ดี สามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้
  • มีความเชื่อมั่นในตนเอง และเห็นคุณค่าในตัวเอง
  • มีระเบียบวินัย มีความอดทน พยายาม มีความรับผิดชอบและมีวุฒิภาวะ

2.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian Parenting Style)


           การเลี้ยงดูแบบที่พ่อแม่มีความเข้มงวด มีระบบ ควมคุมและวางกฎเกณฑ์ให้ลูกทำตามอย่างเข้มงวดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนเองคิดว่าดีที่สุดไว้เพื่อลูกและคาดหวังให้เด็กต้องทำตามโดยไม่มีข้อโต้แย้ง อธิบายเหตุผลที่ทำน้อยมากหรือแทบจะไม่อธิบายเลย พ่อแม่ในกลุ่มนี้มักฝึกหรือสอนลูกด้วยการลงโทษ ดุ ด่า มากกว่าการฝึกระเบียบวินัยมีการเรียกร้องสูงแต่กลับไม่เอาใจใส่หรือตอบสนองความต้องการจริงๆ ของลูก

อนาคตของลูก
  • ว่านอนสอนง่าย มีความเป็นระเบียบ ซื่อสัตย์
  • ควบคุมตัวเองเก่ง (แต่เมื่อควบคุมตัวเองไม่ได้ก็จะระเบิดอารมณ์ออกมารุนแรง)
  • อยู่ที่บ้านดูเรียบร้อย แต่พออยู่ข้างนอกจะแสดงความก้าวร้าวรุนแรง
  • ขี้กลัว หรือขี้อายมากๆ
  • ไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์ เพราะถูกกำกับอยู่ตลอดเวลา
  • ขาดความมั่นใจในตนเอง ไม่เห็นว่าตนเองมีคุณค่า
  • ปรับตัวกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ยาก เพราะที่ผ่านมาพ่อแม่จัดการให้ทุกอย่าง
  • ขาดทักษะทางสังคม มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ได้ไม่ค่อยดี

3.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive Parenting Style)


              การเลี้ยงดูแบบที่พ่อแม่สนับสนุนและรักลูกมาก ปล่อยให้ลูกทำทุกอย่างที่ต้องการโดยไม่มีการกำหนดขอบเขต ไม่มีการฝึกระเบียบวินัย ใช้การลงโทษน้อยมาก พ่อแม่อาจให้คำปรึกษาหรือพยายามใช้เหตุผลกับลูกแต่ไม่มีอำนาจในการควบคุมพฤติกรรมเมื่อมีการตั้งกฎมักจะให้ลูกทำตามกฎไม่ได้เพราะตนเองใจอ่อน เมื่ออยากให้ลูกทำอะไรมักจะใช้รางวัลเป็นสิ่งล่อ  พ่อแม่ที่เป็นแบบนี้มักพบบ่อยในครอบครัวที่มีลูกยาก มีลูกเมื่ออายุมาก ลูกเจ็บป่วยรุนแรงหรือป่วยบ่อย เป็นต้น

อนาคตของลูก
  • เป็นคนไม่มีวินัย ไม่มีความรับผิดชอบเพราะไม่เคยฝึก
  • คิดว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล
  • ไม่เชื่อฟังคนอื่น ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้
  • ขาดทักษะที่ต้องใช้ในการอยู่ร่วมกับคนอื่น เช่น การแบ่งปัน การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
  • เห็นคุณค่าในตัวเองสูง
  • บางครั้งอาจรู้สึกไม่มีความมั่นคงในชีวิต เพราะไม่มีกฎระเบียบให้ทำตาม
4.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved Parenting Style)

           การเลี้ยงดูแบบที่พ่อแม่ใส่ใจลูกน้อยมาก ไม่ให้ความสนใจหรือตอบสนองความต้องการใดๆ ของลูก เช่น ไม่เล่นด้วย ปล่อยให้เล่นเองคนเดียว เมื่อลูกเข้าหาก็ไม่สนใจ หรือสนใจแบบให้ผ่านไปทีไม่สนใจที่จะแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ดีของเด็กเพราะรู้สึกเป็นเรื่องเสียเวลาและยุ่งยากโดยส่วนมากพ่อแม่ที่เป็นแบบนี้มักจะไม่รู้ตัวว่ากำลังทอดทิ้งลูก เพราะสนใจแต่หน้าที่การงาน หรือปัญหาในชีวิตตัวเอง

อนาคตของลูก
  • เรียนรู้ที่จะอยู่รอดด้วยตนเอง
  • มองโลกในแง่ร้าย มักต่อต้านสังคม
  • รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ไม่เห็นคุณค่าของตนเอง
  • รู้สึกไม่ไว้วางใจคนอื่น และกลัวเมื่อต้องพึ่งพาคนอื่น
  • ขาดทักษะทางสังคมที่ดี ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นได้
  • อาจมีพฤติกรรมเสี่ยงเมื่อโตขึ้น เช่น ติดยา ยุ่งเกี่ยวกับอาชญากรรม





วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565

ครั้งที่ 8

 สิ่งที่ได้เรียนรู้ : ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเขียน mind map ที่ถูกต้อง เป็นการสรุปองค์ความรู้ให้อยู่ในรูปแบบภาพวาดเชื่อมโยงความรู้ให้เกิดความคิดที่เป็นอิสระจากปัญหาที่เป็นศูนย์กลางออกไปสู่วิธีแก้ปัญหาต่างๆที่แปลกและแตกต่างจากเดิมหรือเนื้อหาย่อยและหัวข้อย่อยต่างๆ


5 ขั้นตอนเขียนmind map ให้ถูกต้อง

1.เริ่มว่าที่จุดกึ่งกลางของกระดาษ

โดยการเริ่มต้นที่จุดกึ่งกลางจะทำให้สมองของเราเป็นอิสระพร้อมที่แตกหน่อความคิดออกไปอย่างถูกทิศทางเรียงตามลำดับที่เราต้องการได้เลย

2.ใช้รูปภาพหรือวาดรูปประกอบ

ทางนี้รูปภาพมีความหมายนับล้านคำและยังช่วยให้เราได้ใช้จินตนาการไปในตัวอีกด้วยภาพที่อยู่กึ่งกลางเราควรที่จะทำให้เด่นดูน่าสนใจจะช่วยทำให้เรามีจุดโฟกัสที่แน่นอน

3.ใช้ปากกาหลายสี เพื่อสร้างความจดจำ สีสันและจินตนาการ

โดยสามารถนำปากกาหลากหลายสีมาแต่งเติม mind map ของเราให้ออกมาในแบบที่เราต้องการซึ่งสีสีสันจะช่วยให้ดูมีชีวิตชีวาน่าอ่านมากขึ้นและยังทำให้สมองของเราตื่นตัวแถมการนั่งวาดภาพระบายสียังทำให้เราได้ฝึกความคิดสร้างสรรค์ไปในตัวอีกด้วย

4.วาดกิ่งออกมาจากตรงกลางเพื่อเชื่อมโยง

แล้วแต่กิ่งก้านสาขาออกมาตามที่สมองของเราจะคิด ต้องให้เส้นเชื่อมโยงต่อกันเพราะว่าเราจะสามารถรู้ได้ว่าหัวข้อนี้จะเชื่อมโยงไปตรงไหนบ้างและควรเขียนให้อยู่กึ่งกลาง

5.ใช้เพียงแค่ keyword เท่านั้นเป็นคำสั้นๆเพื่อแตกข้อมูลอธิบายเพิ่มเติม

สำหรับเส้นกิ่งแต่ละเส้นควรใช้คำที่สั้นๆหรือที่เป็นคีย์เวิร์ดเข้าใจง่ายเพราะการที่เราใช้คำที่เป็นคีย์เวิร์ดนั้นจะช่วยให้เราสามารถจดจำได้เร็วขึ้นและอ่านง่ายมากขึ้น











วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2565

ครั้งที่ 9

 สิ่งที่ได้เรียนรู้ : ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการคิดหากิจกรรมประดิษฐ์ของเหลือใช้จากขวดให้เหมาะสมกับช่วงวัยของเด็กแรกเกิดถึง 3 ปีซึ่งกิจกรรมที่หามานั้นก็จะสอดคล้องกับช่วงวัยต่างๆแต่ละช่วงวัยก็จะมีพัฒนาการที่แตกต่างกันเราจึงควรที่จะหากิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาการเด็ก ในช่วงวัยนั้นๆให้เหมาะสมเพราะมันจะเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านต่างๆ

พัฒนาการของเด็กแรกเกิดถึง1ปี  

การควบคุมศีรษะ เมื่อวัยแรกเกิดลูกน้อยจะคออ่อนมาก และจะเริ่มชันคอได้เมื่อย่างเข้าสู่ช่วงวัย 1-2 เดือน แล้วจะยกคอหรือศีรษะเพื่อดูโมบายในที่นอน

วัตถุประสงค์ เพื่อให้เด็กแรกเกิดถึง1ปีสามารถเริ่มขยับร่างกายได้

ส่งเสริมพัฒนาการ พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา

เช่น โมบาย

วิธีเล่น แขวนไว้ให้สูงกว่าตัวเด็ก ให้เด็กมองดูแล้วเด็กจะพยายามจับซึ่งเด็กก็จะได้ขยับร่างกาย

ประโยชน์ เพลิดเพลิน ผ่อนคลาย เด็กไปมีการขยับร่างกายส่วนต่างๆซึ่งจะพัฒนากล้ามเนื้อ


พัฒนาการของเด็กอายุ1-2ปี 

มีพัฒนาการที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ซึ่งบางครั้งคุณพ่อคุณแม่จะมองว่าเป็นเด็กดื้อ (Terrible Two) เพราะลูกจะเชื่อฟังเราน้อยลง และมีพฤติกรรมใหม่ๆ ที่ท้าทายให้คุณแก้ปัญหาด้วย ซึ่งเหตุผลของความดื้อและเจ้าอารมณ์นั้นมักเกิดจากสาเหตุดังนี้

1. อยากรู้อยากเห็น 

2. เรียกร้องความสนใจ

3. ท้าทาย

4. เหนื่อย

5. หิว

การส่งเสริม ลูกจะพยายามหัดยืนและเดิน และทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ · ปีนขึ้นบันไดได้แต่ต้องมีคนช่วย ลงบันไดโดยการคลานถอยหลัง ถ้าเดินลงต้องก็ต้องจับมือของผู้ดูแล

วัตถุประสงค์ เพื่อให้เด็กได้รู้จักใช้ร่างกายเคลื่อนไหว ขยับแขน ร่างกายในส่วนต่างๆ เพื่อให้เด็กเกิดจินตนาการในการเล่นของเล่น

เช่น ขวดแซก

วิธีเล่น เขย่าของเล่นให้เกิดเสียงต่างๆ เป็นจังหวะ

ประโยชน์ เด็กจะได้รู้การใช้ร่างกายมากขึ้น มีการจดจำเสียงจากของเล่นซึ่งจะช่วยให้เด็กมีการจำแนกเสียงของพ่อ แม่ได้ด้วย


พัฒนาการของเด็กอายุ2-3ปี
เด็กวัยกำลังเตาะแตะที่กำลังหัดเดิน ความอยากรู้อยากเห็นต่อโลกรอบตัวของลูกวัยหัดเดินนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกขณะที่ลูกสำรวจสิ่งใหม่ๆ สัมผัสสิ่งของต่างๆ และสร้างสัมพันธ์กับคนรอบๆ ข้าง ซึ่งมาพร้อมกับพัฒนาการทางอารมณ์และสังคมที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเรียนรู้และ

การส่งเสริม เด็กจะได้พัฒนาการส่งเสริมทางด้านร่างกายจากการขยับ พัฒนาการทางด้านภาษาจากการเลี้ยงตัวอักษรหรือตัวเลข

วัตถุประสงค์ เพื่อให้เด็กได้รู้จักจดจำตัวเลข ตัวอักษร ได้

เช่น เรียงเลขจากฝาขวด

วิธีเล่น หมุนฝาขวดให้เรียงเลขจาก 1-10 หรือตัวอักษรที่เราทำไว้

ประโยชน์ เด็กจะได้เริ่มคิดและจดจำจากกิจกรรมที่ทำโดยการหมุนฝาขวดเรียงตามเลขหรือสีตัวอักษรเป็นต้น

ครั้งที่ 7

 สิ่งที่ได้เรียนรู้ : ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมสำหรับเด็กอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 3 ปี ซึ่งเด็กตั้งแต่แรกเกิดจะมีพัฒนาการค่อนข้างที่จะสำคัญที่จะทำให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นคนดี แต่ละกิจกรรมที่ออกแบบให้เหมาะสมสำหรับเด็กจะสอดคล้องกับอายุและพัฒนาการสำหรับในช่วงวัยนั้นๆ ซึ่งจะพบว่าพัฒนาการสำหรับเด็กนั้นจะเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดาและเมื่อเด็กแรกเกิด เด็กจะมีพัฒนาการในระดับที่สามารถรับรู้ เรียนรู้ และดำรงชีวิตอยู่โดยมีการช่วยเหลือจากผู้เลี้ยงดู ในช่วงเวลานั้นสมองของเด็กจะต้องพัฒนาต่อไปโดยมีสิ่งสนับสนุนคือได้รับอาหารที่เหมาะสม เช่นได้รับการเลี้ยงดูด้วยนมแม่ร่วมกับการเลี้ยงดูในบรรยากาศที่มีการส่งเสริมพัฒนาการให้กับเด็ก ช่วงเวลาที่สมองมีการพัฒนาเร็วมากคือช่วง 3 ปีแรกของชีวิต 


ส่วนในกิจกรรมที่มีชื่อว่า"นวดสัมผัส"เป็นกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นระบบประสาทโดยการนวดร่างกายกระตุ้นตั้งแต่เส้นเลือด กล้ามเนื้อ หลอดเลือดหรือเซลล์ประสาทในร่างกายเพราะการสัมผัสเป็นภาษาแรกของทารกในการสัมผัสเป็นจุดเริ่มต้นในการสื่อสาร การสัมผัสรักจากพ่อและแม่จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสายใยความสัมพันธ์ของครอบครัวและเป็นส่วนหนึ่งใน การเสริมสร้างพัฒนาการให้ลูกน้อย ได้เป็นอย่างดี


ทารกแรกเกิด

         หมั่นให้ความสนใจเมื่อเด็กร้องและอุ้มเด็กไว้ เพื่อให้เกิดความอบอุ่นและเชื่อมั่น

         มองสบตาเด็กเมื่อเด็กอยู่ในระยะตื่นสงบ พยายามยิ้ม ทำสีหน้า แลบลิ้น ทำปากจู๋ พูดคุย ร้องเพลงระหว่างให้ลูกดูดนมแม่ เปลี่ยนผ้าอ้อม อาบน้ำ แสดงความดีใจและชมเชยเมื่อเด็กมีการตอบสนองต่อการกระตุ้นต่างๆ เช่นการเลียนแบบ ทำสีหน้า วาดรูปหน้าคนง่ายๆ หรือ นำตุ๊กตาสัตว์ มาให้ดู โดยถือห่างจากตาเด็ก 8-12 นิ้ว ต้องรอเวลาที่เหมาะสมในการเล่น หรือ กระตุ้นเด็ก



เด็กวัย 1ปี-1½ ปี

           พาเดินเล่นบ่อยๆ หัดพูดเป็นคำๆจากสิ่งต่างๆแวดล้อมตัวเด็ก สอนให้ร้องเพลง เต้นตามจังหวะ เลียนแบบผู้อื่น หัดกินอาหารด้วยช้อน ดื่มน้ำจากแก้วน้ำ หัดถอดกางเกง และหัดใส่กางเกง สอนให้บอกเวลาอุจจาระ ปัสสาวะ สอนให้รู้จักอวัยวะในร่างกาย สอนให้ดูรูปจากหนังสือ สอนให้เด็กขีดเขียนด้วยดินสอ


เด็กวัย 1½ – 2 ปี

           ให้เล่นเตะบอล โยนบอล ให้หัดดูหนังสือและพลิกทีละหน้า ให้เข้าห้องน้ำ ถอดกางเกงเวลาอุจจาระ ปัสสาวะ ให้กินอาหารด้วยตนเองพูดคุยซักถามให้เด็กตอบ สอนให้รู้จักสีแล จำนวน ให้หัดขีดเขียนรูปกากะบาด และวงกลม ให้ต่อแท่งไม้


เด็กวัย 2-3 ปี

           ส่งเสริมกิจกรรมกลางแจ้ง การวิ่งเล่น การเข้ากลุ่มกับเด็กอื่น ฝึกหัดการขีดเขียน ฝึกหัดการช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวัน การฝึกหัดขับถ่าย ฝึกหัดให้ควบคุมตนเองเวลาโกรธ โมโห สอนให้รักการอ่าน โดยมีคนทำเป็นตัวอย่าง มีหนังสือที่เหมาะสม และสอนให้รู้จักการแบ่งปัน






ครั้งที่ 6

สิ่งที่ได้เรียนรู้ : สื่อ เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดเรื่องราวเนื้อหาจากผู้ส่งไปยังผู้รับในการเรียนการสอน   สื่อเป็นตัวกลางนำความรู้จากผู้สอนสู่...